ฤดูกาลหว่านหวัง

posted on 10 May 2008 23:28 by puchiangdao

 

20080510 (1)
 

  

(1)

ดอกฝนหล่นโปรยมาทายทักแล้ว,ในห้วงต้นฤดู
หอมกลิ่นดินกลิ่นป่าอวลตรลบไปทั่วทุกหนแห่ง
หัวใจหลายดวงชื่นสดในชีวิต
วิถีถูกปลุกฟื้นตื่นให้เริ่มต้นใหม่อีกคราครั้ง…

ตีนเปลือยย่ำไปบนดินนุ่มชุ่มชื้น,เช้าวันใหม่
ไต่ตามสันดอย ไปในไร่ด้วยกันนะน้องสาว
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน  ช่วยกันทำงานๆ
พี่ใช้เสียมลำไม้ไผ่กระทุ้งดิน  น้องหยิบเมล็ดข้าวหยอดใส่หลุม
ไม่เร่งรีบ ไม่บ่นท้อ ในความเหน็ดหน่าย
เสร็จงานเราผ่อนคลาย  เอนกายผ่อนพักใต้เงาไม้ใหญ่
แล้วพี่จะกล่อมให้, ด้วยเพลงพื้นบ้านโบราณขับขาน

20080510 (2)

20080510 (3)

20080510 (4)

(2)

เป็นเช่นนี้ทุกคราวครั้งใช่ไหม,น้องสาว
ดอกไม้ดวงใหม่ยังผลิบานในใจอยู่เสมอ,ในฤดูกาลหว่านหวัง
เราหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองลงไป จากชีวิตสู่ชีวิต
ให้น้ำฟ้า สายลม แสงแดด กาลเวลา ความดีงาม บ่มเพาะ
อยู่อย่างนั้น,บนผืนดินของความศรัทธา

อย่าหวาดกลัวเลยน้องสาว…
ปล่อยความหวั่นหวาดกลัดกลุ้มนั้นล่องลอยไปกับสายลมป่าเสียเถิด
ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีใครกล้าพรากเราออกจากกัน
ลำห้วยสายน้ำ ผืนดินผืนป่า แผ่นฟ้าอากาศ ยังอยู่กับเรา
ไม่หรอก ไม่มีหรอก,ไม่มีใครขับไล่ ไม่มีใครกล้าฆ่าเข่นทำลายเราได้
เพราะเราคือส่วนหนึ่งของผืนป่าผืนดินถิ่นนี้...

20080510 (5)

20080510 (6)

(3)

ค่ำแล้ว, ควันไฟลอยเหนือยอดไม้ กองไฟเริ่มลุกโชน
มาเถิดน้องสาว  มานั่งฟังเรื่องราวตำนานเก่า
จากผู้เฒ่าเล่าขานให้ทุกคนได้ยินรู้…
…ทุกสิ่งนั้นเกิดจากดิน
คนเราเป็นเพียงผู้อาศัย
เราเป็นเพียงผู้อาศัย
ชั่วคราว…ก่อนกลับคืนไป
สู่ต้นกำเนิด.

หมายเหตุ : ภาพเมื่อคราวเดินทางร่วมกับ ‘หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง’ ไปเยือนชุมชนปว่าเก่อญอบ้านแม่ลานคำ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ในช่วงฤดูปลูกข้าวไร่กลางป่าลึก

edit @ 11 May 2008 00:16:21 by ภู เชียงดาว

edit @ 11 May 2008 00:18:01 by ภู เชียงดาว

พระจันทร์ในหุบเขาผาแดง

posted on 10 May 2008 23:22 by puchiangdao




อีกหนึ่งความทรงจำที่ตรึงผมไว้กับการเดินทางในวันนั้น

เป็นการเดินทางช้าๆ ไม่เร่งรีบ เรียบง่าย ไม่มีเป้าหมาย แต่ว่าเราได้อะไรๆ จากความเรียบง่ายนั้น...

รถขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำคันเล็กพาเราไต่บนถนนสายเก่าทอดยาวไปอีกฟากฝั่งหนึ่งของดอยหลวงเชียงดาว แยกจากบ้านปางแดงใน ไต่ไปตามทางดินขรุขระ ผุดขึ้นเนินโค้งเข้าไปในดงป่า เสียงพี่ชายกวีเอ่ยเบาๆ ให้ผมจอดรถ ก่อนพากันลงมาดูภาพมุมกลับที่เราเพิ่งผ่านมาหมาดๆ

งามครับงาม ผมขึ้นไปยืนบนขอนไม้ล้มข้างทาง กดเก็บภาพในมุมกว้าง...ถนนสีแดงกลางป่า ตัดข้ามลำห้วย ต้นไม้แห้งยืนโกร๋น ทุ่งนาขั้นบันได น้ำในนาสะท้อนแสงแดดเที่ยงวิบวับ

ทันใดนั้น ลมป่าพัดโชยมา พี่ชายอุทานร้องบอกลูกชายให้หันมามองความเคลื่อนไหวอยู่เบื้องบน

“โห...มองเห็นมั้ยนั่น ดอกไม้กำลังโปรยลงมา...” เขาชี้ให้ลูกชายวัยเจ็ดขวบดู

ผมหันไปมองความงามของกลีบดอกไม้สีเหลือง ถูกลมป่าพัดปลิวลอยลงมาเกลื่อนโคนต้น โปรยปลิวมาไกลถึงที่เรายืนดูอยู่ พี่ชายกดเก็บภาพ ลูกชายกวีก้มเก็บมาลูบคลำ ทันใดนั้น ผมเห็นความเปลี่ยนเบื้องหน้าอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อกลีบดอกไม้กลีบนั้นบินได้ กลายเป็นผีเสื้อสีเหลืองนวล ขยับปีกไหวไปมา

“นั่นกลีบดอกไม้กลายเป็นผีเสื้อสีเหลือง...” ผมตะโกนร้องบอกลูกชายกวี รีบชี้ให้ดูผีเสื้อตัวนั้นขยับปีกก่อนบินลับหายไปในดงป่า

ผมไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือผมเห็นเช่นนั้นจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามมันทำให้ผมต้องพึมพำไปมาอยู่อย่างนั้น...และมันทำให้ผมนึกไปถึงความงามและความจริง ของ ‘เฮสเส’ ที่ปล่อยให้นายคนุลป์ ถ่ายทอดออกมาให้ได้คิด...

“...ดอกไม้ให้กลิ่นหอม ให้เมล็ด เพราะมันอยากไปหากันและกัน แต่ตัวดอกไม้เองนั้นไม่อาจทำให้เมล็ดปลิวไปที่ไหนได้ตามใจ ลมเป็นผู้พัดพาไป และสายลมจะมาจะไปก็แล้วแต่ความพอใจของมัน”

พอดีชาวบ้านสองคนเดินผ่านทางเข้ามา เห็นอารมณ์แปลกๆ ของเรา ผมยิ้มและรีบชิงถามเขาก่อน เขาบอกว่ากำลังจะไปซ่อมประปาภูเขาบนต้นน้ำโน่น ผมเอ่ยถามชื่อต้นไม้ ดอกไม้สีเหลืองนั้น ชาวบ้านบอกผมว่า ‘ต้นบ่าแหน’

ผมรีบทวนชื่อ...แหน สะกดด้วยคำว่า ห-แอ-น-แหน นึกออกแล้ว ต้นบ่าแหนที่พวกเก้งมันชอบมาขบกินลูกกินหน่วยในตอนกลางคืนนั่นเอง

เราเดินทางกันต่อ ผมพาสองพ่อลูกไปแวะเยี่ยมเพื่อนครูดอยบ้านห้วยปง เป็นชุมชนเผ่าดาระอั้งกับลาหู่ อาศัยอยู่รวมกันที่นั่นกลางป่า เราแวะเก็บภาพดอกเสี้ยวป่าสะพรั่งบานเต็มกิ่งก้านใกล้เนินเขา ก่อนวกกลับบนเส้นทางเดิม เลี้ยวไปตามทางป่าอีกสายหนึ่ง เป็นทางลัดตัดไปสู่หมู่บ้านลีซูห้วยน้ำริน

ระหว่างนั้น เราคุยกันถึงภาพความงามและความเปลี่ยนผสานผสมกันจนดูไม่ออก ภาพของท้องฟ้า ภูผา กับทุ่งไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่ที่นายทุนเข้าไปลงทุนให้ชาวบ้านปลูก จนผืนป่าผืนไร่กลายเป็นทุ่งข้าวโพดเต็มไปหมด

...จริงสิ เราคงไม่โทษชาวบ้านหรอกนะที่ต้องปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว พวกเขาทำเพื่อความอยู่รอด ถ้าจะโทษ เราคงโทษโครงสร้างของรัฐมากกว่าที่ปล่อยให้นายทุนรุกคืบเข้าถึงที่นี่ หลอกใช้อาศัยมืออาศัยแรงของชาวบ้าน โดยไม่ต้องเช่าที่ดิน ไม่ต้องลงแรง แต่กลับแย่งสูบเอาผลประโยชน์ไปเกือบหมดสิ้น.

..และดูเหมือนว่าเสียงบ่นของเราคงไม่มีความหมายอะไร คงละลายหายไปกับลมที่กำลังหมุนติ้วๆ อยู่กลางไร่ข้าวโพดนั้นเอง

ในที่สุด, เราก็เดินทางมาถึงบ้านปีกไม้ ตั้งอยู่ภายในสวนบนเนินเขา ซึ่งถือว่าเป็นที่มั่นสุดท้ายของผม พอตกค่ำ เมื่อนั่งอยู่ตรงประตูบานใหญ่ที่เปิดออกกว้าง เบื้องหน้าลิบๆ จะมองเห็นทุ่งนาและดอยผาแดงตั้งตระหง่านดูหนักแน่น เสียงแมลงกลางคืนเริ่มเซ็งแซ่ อากาศสะอาด และลมภูเขาพัดโชยมา

ขณะที่ผมกำลังง่วนทำกับข้าวมื้อเย็นอยู่ในครัว ผมแอบได้ยินเสียงสองพ่อลูกคุยกันอยู่หน้าบ้าน ใช่ พวกเขากำลังตื่นเต้นกับการเดินทางของแสงแห่งค่ำคืน

ผมนิ่งฟังสองพ่อลูกสนทนากันด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น กับภาพที่ฉายอยู่เบื้องหน้า พระจันทร์ดวงกลมโตกำลังเดินทาง โผล่พ้นหลังดอยผาแดงอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงพ่อลูกกำลังนั่งนับเลขถอยหลัง

“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์...เฮ้ !!...”

พระจันทร์ค่อยๆ ลอยเด่นอยู่เหนือยอด ก่อนลอยสูงไปบนเวิ้งฟ้าราตรี สาดประกายสว่างนวลไปทั่วหุบเขา...

ผมชอบคำพูดของเจ้าธันวา เด็กชายวัยเจ็ดขวบคนนี้ วันหนึ่งแกมักชอบหลุดคำงามๆ ออกมา


“พระจันทร์กำลังขึ้นในหุบเขาผาแดง...”
จริงสิ, นั่นเป็นถ้อยคำกวีของลูกชายกวี



ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์คนคือการเดินทาง
เสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ ฉบับที่ 462 วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2551

 






















 

 

edit @ 10 May 2008 23:24:19 by ภู เชียงดาว

edit @ 11 May 2008 00:37:11 by ภู เชียงดาว